พื้นฐานการออกแบบเว็บ e-commerce ที่ไม่ควรมองข้าม

ปัจจุบันการแข่งขันในตลาด e-Commerce สูง เราควรทำร้านค้าออนไลน์ของเราดีเพื่อที่จะทำให้ลูกค้ารู้สึกอยากเข้าเว็บเรามากกว่าคู่แข่ง

1. ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้ โดยไม่ต้องลงทะเบียน

หลายร้านต้องการให้คนลงทะเบียนเพื่อเป็นสมาชิก แต่การลงทะเบียนที่ซับซ้อนทำให้ลูกค้าหลายคนเลือกที่จะไปใช้เว็บอื่น โดยเฉพาะลูกค้าขาจร

เราควรจะทำระบบที่ให้ลูกค้าสามารถทำการซื้อสินค้าได้โดยไม่ต้องลงทะเบียน และหลังจากทำการซื้อสินค้าเรียบร้อยแล้ว ควรจะมีช่องให้ลูกค้าเลือก “ลงทะเบียน” วิธีนี้จะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น

2. ทำการลงทะเบียนให้เรียบง่าย

บางครั้งเราต้องการข้อมูลของลูกค้ามากไปทั้งๆที่ ข้อมูลที่เราจำเป็นต้องใช้มีเพียง อีเมล์ และ รหัสผ่านเท่านั้น เราจึงควรทำการลงทะเบียนให้กระชับและได้ข้อมูลเท่าที่จำเป็น เนื่องจากไม่มีใครที่จะเสียเวลาทำการลงทะเบียนที่ยุ่งยากและต้องใส่ข้อมูลอย่างละเีอียด

และไม่ควรใช้ username ควรจะใช้ อีเมล์แทน เนื่องจาก username จะทำให้ลืมง่ายและเพิ่มภาระให้ลูกค้าที่ต้องมาจำบัญชีเพิ่ม

3. แสดงสถานะให้ลูกค้ารู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่

การแสดง breadcrumb ว่าลูกค้าอยู่ตรงไหนของเว็บหรือกำลังทำอะไรอยู่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเว็บ e-Commerce ลูกค้าจำเป็นต้องรู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่แล้วอีกกี่ขั้นตอนถึงจะเสร็จสิ้นการซื้อสินค้า ถ้าหากไม่มีแล้วจะทำให้ลูกค้าเปลี่ยนใจได้ง่ายเนื่องจากคิดว่าคงต้องทำอีกหลายอย่างกว่าจะได้ซื้อของ

นอกจากนั้นการแบ่ง breadcrumb เป็นขั้นตอนย่อยต่างๆ ยังมีผลดีในด้านการแก้ไขข้อมูลถ้าลูกค้าได้ทำผิดพลาด ก็สามารถกลับไปยังหน้านั้นๆ ได้ง่าย ซึ่งดีกว่ารวมขั้นตอนทุกอย่างไว้หน้าเดียวกัน

4. ทำให้ลูกค้ามั่นใจ

ลูกค้าส่วนใหญ่จะกังวลกับข้อมูลเครดิตและข้อมูลส่วนตัวต่างๆ เวลาซื้อของออนไลน์ เราต้องทำให้ลูกค้าเหล่านั้นมั่นใจว่าข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บไว้อย่างดี ในทุกๆขั้นตอนเราควรแสดงว่าเว็บไซต์ของเราปลอดภัยและได้เก็บข้อมลูสำคัญเหล่านี้เป็นอย่างดี ซึ่งทำได้โดยการใส่ trust certificate อย่างเช่น Hacker Safe หรือ VeriSign และใส่ SSL certificate

5. การยืนยัน

การยืนยันนั้นเป้นสิ่งที่จำเป็นมากในการซื้อสินค้า ซึ่งจะทำให้ลูกค้ามั่นใจและลดการสอบถามจากลูกค้า

วิธีการยืนยันที่ดีควรแบ่ง 3 ส่วน

  1. ในขั้นตอนสุดท้ายของการซื้อสินค้าควรถามให้ลูกค้า “ทำการยืนยัน” การสั่งซื้อ ซึ่งในหน้านี้ควรจะมีข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องเช่น สรุปการสั่งซื้อ ราคาทั้งหมด ที่อยู่ในการส่ง และแน่นอนควรจะมีปุ่ม “ยกเลิก” ด้วย ในกรณีที่ลูกค้าได้กรอกข้อมูลผิด
  2. หลังจากลูกค้าได้ทำการยืนยันแล้ว ลูกค้าควรได้รับ “เอกสารยืนยันพร้อมด้วยหมายเลข order”  ซึ่งเอกสารนี้สามารถ บันทึก หรือ ปรินส์ ได้
  3. ส่งเอกสารยืนยันไปที่ อีเมลืของลูกค้า

6. ช่องค้นหา

เว็บ e-Commerce ต้องมีช่องค้นหาที่เห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งตำแหน่งที่ดีควรจะอยู่ด้านบนเพราะจะทำให้ลูกค้าเห็นได้ง่าย การค้นหานั้นจะทำให้ลูกค้าใช้เวลาน้อยลงในการค้นหาสินค้าและทำให้การซื้อสินค้าออนไลน์สนุกยิ่งขึ้น ถ้าหากว่าเว็บเราขายสินค้าหลากหลายชนิด ก้ควรจะทำ filter ให้ดีและทำให้ลููกค้าเข้าถึงสินค้าที่หาอยู่ได้ง่าย และเราควรจะเพิ่มตัวเลือกให้ลูกค้าด้วยว่าอยากให้แสดงผลหน้าละกี่ชิ้น

7.  เพิ่มสินค้าที่เกี่ยวข้อง

การแสดงสินค้าที่เกี่ยวข้องกันจะทำให้ขายเพิ่มได้ อย่างเช่น ถ้าขายพวก ipod ก็ควรมี พวก สาย cable หรือ ซอง แสดงในช่อง related itemsyy

8. ปุ่ม Call-to-action

ปุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น add to cart, sigh up, proceed ถ้าออกแบบให้โดดเด่นก็จะเพิ่มการคลิ้กได้อีกเยอะ เราควรทำให้ปุ่มพวกนี้ โดดเด่น ดึงดูดและน่าสนใจ เช่น ทำให้ สีตรงกันข้ามกับเว็บเรา

9. ค่าธรรมเนียมที่มองไม่เห็น

ควรแสดง ยอดรวม ค่าส่งและค่าธรรมเนียมต่างให้ครบและชัดเจน แน่นอนว่าถ้าลูกค้าต้องจ่ายเงินมากกว่ายอดรวมทั้งหมดที่สรุปไว้ พวกเขาจะมองเราให้แง่ลบขึ้นมาทันที และหมายความว่าการสั่งซื้อครั้งต่อไปก็จะหายด้วยเช่นกัน

10. แสดงตะกร้าสิ้นค้าให้เห้นได้ชัดเจน

ตะกร้าสินค้าควรแสดงให้เห็นในทุกหน้าและสามารถเห็นได้ชัดเจน ตำแหน่งที่ดีคือบนขวาของเว็บ เพื่อที่จะให้ลูกค้าสามารถดูรายการสั่งซื้อและยอดรวมทั้งหมดได้ตลอดเวลา ถ้าจะให้ดีกว่านั้น ควรทำให้ลูกค้าสามารถแก้ไขหรือเพิ่มและลบ สินค้าออกจากตะกร้าได้ตลอดเวลาและในทุกหน้าโดยไม่ต้อง refresh และในหน้าตะกร้าควรมี ปุ่ม check out ข้างในด้วยเพื่อที่จะทำให้การสั่งซื้อเร็วขึ้น

ที่มา spyrestudios

Related posts:

  1. 5 ข้อผิดพลาดในการออกแบบเว็บ E-commerce
  2. e-Commerce showcase : istylista.com
  3. Ben the Bodyguard ใช้ HTML 5 ได้อย่างไม่ธรรมดา
You can leave a response, or trackback from your own site.

Leave a Reply